4 เรื่องควรระวัง ปีใหม่ กลับบ้านปลอดภัย
ในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข และการเฉลิมฉลองไปกับการเลี้ยงสังสรรค์ การละเล่นสนุกสนาน และการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งท่ามกลางบรรยากาศแห่งรอยยิ้มและความสุขเหล่านี้ มักทำให้หลายๆ คนหลงลืมที่จะระมัดระวังในเรื่องของเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในช่วงของเทศกาลปีใหม่ อันได้แก่
1. ร้ายเพราะการกินดื่ม ช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นช่วงที่มีการเลี้ยงสังสรรค์กันบ่อย ไม่ว่าจะในครอบครัว ญาติพี่น้อง ในหมู่เพื่อนฝูง ในที่ทำงาน จึงถือเป็นช่วงบริโภคนิยมของคนทั่วโลกเลยก็ว่าได้ มีบางคนอาจอาจตระเวนกินเลี้ยงทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตั้งแต่หัวค่ำกระทั่งเช้า ซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายของเรา ดังนี้
กินอาหารเกินพอดี หมายถึงการกินอาหารบ่อยขึ้น และมีปริมาณที่มากขึ้นอันเป็นการทำร้ายสุขภาพโดยตรง ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อเรากินอาหารมากก็จะทำให้เรามีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งทำให้เราเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคอาหารเป็นพิษ โรคกรดไหลย้อน และโรคกระเพาะ ได้อีกด้วย
อันตรายจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถือเป็นเครื่องดื่มที่ขาดไม่ได้เลยทีเดียวของใครหลายคนในการเลี้ยงสังสรรค์ช่วงปีใหม่ มีบางคนเลี้ยงฉลองปีใหม่ด้วยการดื่มเหล้าเบียร์ติดต่อกันหลายๆ วัน หรือตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นการส่งผลร้ายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เพราะแอลกอฮอล์มีผลในการทำลายตับ ทำให้หลายคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากจะมีอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่อย่างรุนแรง อีกทั้งออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและสมอง ซึ่งจะทำให้สมองเสื่อม สมองเลอะเลือน มีอารมณ์แปรปรวน คึกคะนองผิดปกติจนควบคุมตัวเองไม่ได้
2. ร้ายเพราะพลุ ดอกไม้ไฟ และประทัด ในเทศกาลปีใหม่มักจะนิยมเล่นพลุ ดอกไม้ไฟ และประทัด กันเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าจะมีการออกกฎหมายห้ามแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีหลายคนโดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นที่ชอบเล่นพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ ซึ่งเป็นอันตรายและเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เช่น อุบัติเหตุไฟไหม้ เกิดบาดแผลฉีกขาด เกิดบาดแผลเผาไหม้ เกิดบาดเจ็บที่ตา ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้การเล่นพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ ซึ่งระยะที่ปลอดภัยที่ดีที่สุด คือ 10 เมตรขึ้นไป อีกทั้งควรระมัดระวังในการเล่นพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ ในที่ชุมนุมชน
3. ร้ายเพราะเด็กหาย ในช่วงเทศกาลปีใหม่จะมีหลายสถานที่ที่มีการจัดงานเฉลิมฉลองขึ้น เช่น วัด สวนสนุก ห้างสรรพสินค้า ซึ่งจะมีผู้คนไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการพลัดหลงระหว่างผู้ปกครองและเด็กเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรเอาใจใส่โดยไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง และควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดไม่ให้คลาดสายตากันเลยทีเดียว นอกจากนี้ ในเด็กเล็กคุณพ่อคุณแม่ควรเขียนชื่อ ที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อของลูก เพื่อความสะดวกในการช่วยเหลือ อีกทั้งสอนย้ำเตือนลูกเสมอว่าไม่ให้ไว้ใจคนแปลกหน้าหากเกิดเหตุหลงไปจากคุณพ่อคุณแม่ควรไปหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ
4. ร้ายเพราะการเดินทาง ในช่วง 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่ จะมีผู้ใช้รถเดินทางไปยังจังหวัดต่างๆ ทั้งใกล้และไกลจำนวนมากกว่าปกติ ซึ่งส่งผลให้การจราจรคับคั่งและติดขัด ทำให้ผู้ขับขี่ต้องการไปถึงที่หมายเร็วๆ ทำให้ขับรถซิ่งกันจนเกิดความประมาท อีกทั้งมีผู้ขับขี่รถหลายคนที่ดื่มสุรา จนทำให้เกิดความคึกคะนอง จึงทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่มากกว่าปกติ ซึ่งในปี 2558 ที่ผ่านมา สถิติของผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์มีจำนวน 341 ศพ บาดเจ็บ 3,117 ราย โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกำหนด ขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด ขับรถขณะเมาสุรา และพบว่า ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ รถจักรยานยนต์ ส่วนสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุสูงสุด ก็คือ เมาแล้วขับ
ในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นเทศกาลแห่งความสุข สนุกสนาน แต่เราก็ควรดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทในการใส่ใจตัวเองและคนรอบข้างที่จะไม่ทำให้เกิดเรื่องร้ายใดๆ ขึ้น เพื่อให้เราได้มีอายุยืนยาวอยู่เฉลิมฉลองปีใหม่ต่อไปได้อีกหลายสิบปี
ผู้เขียนขอถือโอกาสนี้อวยพรส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้คุณผู้อ่านทุกท่านมีความสุขกายสุขใจ คิดหวังสิ่งใดสมความปรารถนาทุกประการ “Merry Christmas and Happy New Year”
ที่มา : manager.co.th
เล่นมือถือนานๆ ทำให้ `ตาบอด` ได้จริงหรือ
ที่มา: med.mahidol.ac.th
โดย อ.พญ.วฎาการ วุฒิศิริ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
ด้วยในปัจจุบันเป็นยุค IT ที่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในชีวิตประจำวันของทุกคนมีการใช้ Computer หรือ Smartphone กัน ไม่มากก็น้อย ทำให้ทุกคนเริ่มตื่นตัวกับปัญหาที่จะตามมาของการใช้ Computer เป็นเวลานาน ๆ และมีกลุ่มโรคใหม่ที่พบได้มากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือ โรค Computer Vision Syndrome
ที่มักมีอาการตาแดง แสบตา เคืองตา น้ำไหล ตามัวเป็นพัก ๆ หรือเกิดภาวะสายตาสั้นชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีอาการปวดคอและหลัง เนื่องจากการนั่งในท่าเดิม ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานแล้ว อันตรายจากการใช้ Computer หรือ Smartphone สามารถทำให้ตาบอดได้หรือไม่ คำตอบคือ “ไม่ได้ค่ะ” เท่าที่ทราบสิ่งที่ทำให้ทุกคนกังวลใจว่าจะตาบอดจากการใช้ Computer และ Smartphone คงเกิดจากประเด็นเรื่องรังสี UV และแสงสีฟ้า (Blue Light)
ดังนั้น เรามาทำความรู้จักรังสี UV กันก่อนดีกว่าค่ะ รังสี UV เกิดขึ้นจากดวงอาทิตย์ ซึ่งมีทั้ง UVA UVB และ UVC โดย UVC จะถูกโอโซนของโลกเป็นตัวป้องกันไว้ ส่วน UVA และ UVB นั้นจะทะลุเข้ามาภายในโลกของเราได้ แต่โอกาสที่จะเข้าไปทำลายจอประสาทตาได้นั้นมีน้อยมาก เนื่องจาก รังสี UVA และ UVB จะถูกดูดกลืนแสงไว้ 99% และตกไปยังจอประสาทตาเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งไม่มีรังสีเหล่านี้ออกมาจาก Computer หรือ Smartphoneส่วน แสงสีฟ้า หรือ Blue Light นั้น คือแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นอยู่ที่ 380-500 นาโนเมตร ทำให้มีการกระจายตัวของแสงสีได้มาก จึงทำให้มีอาการปวดตา สายตาล้าได้ง่าย แต่แสงสีฟ้าไม่ได้มีแต่โทษเท่านั้น ประโยชน์ของแสงสีนี้คือ การกระตุ้นให้ร่างกายมีการตื่นตัว การ Block การใช้แสงสีนี้อาจมีผลต่อระบบการนอนและการตื่นของร่างกายได้
ซึ่งแสงสีฟ้าสามารถพบได้ทั่วไปจากแสงอาทิตย์ จากหลอดไฟ จาก Computer และ Smartphone แต่แสงสีฟ้าไม่ได้ทำให้ผู้ใช้ตาบอดแต่อย่างใด เพียงแต่ทำให้ผู้ใช้ไม่สบายตา เมื่อใช้ Computer หรือ Smartphone เป็นเวลานานๆ ที่เคยมีบางคนกล่าวไว้ว่า การใช้มือถือในที่มืดจะทำให้เกิดจอประสาทตาเสื่อม หรือ จอประสาทตาหลุดลอก นั้น ไม่เป็นความจริงอย่างมากค่ะ เนื่องด้วยจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ ยังไม่พบความสัมพันธ์ของแสงสีฟ้า Blue Light กับ การเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมอย่างชัดเจน เพราะโรคนี้เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่แสงสีฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
โดยสรุปคือ การใช้งาน Computer หรือ Smartphone ในที่มืด ไม่ได้ทำให้ตาบอด แต่จะทำให้เกิดความไม่สบายตามากกว่าการเล่นขณะเปิดไฟ เพราะจะต้องเพ่งมากกว่าปกติ และมีแสงสะท้อนเข้าตามากกว่าปกติ ทำให้เกิดความไม่สบายตา ทำให้ตาล้ามากขึ้น อาการจากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้จะเป็นอาการเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อพักและหยุดใช้งานไป ก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมได้ค่ะ
ข่าวรับสมัครงานในเขตชลบุรีและใกล้เคียง ประจำวันที่ 26/12/59
นำข่าวรับสมัครงาน ในชลบุรีและพื้นที่ไกล้เคียงมาฝากกันทุกวัน วันนี้ 26/12/59 เป็นกำลังใจให้คนที่กำลังหางานทำทุกคนครับ
สิทธิที่ควรได้ กองทุนเงินทดแทน เป็นกองทุนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537
สิทธิที่ควรได้กองทุนเงินทดแทน
เป็นกองทุนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537
เพื่อจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิแทนนายจ้าง
เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทำให้หยุดงาน สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ
ตายหรือสูญหาย เนื่องจากการทำงานให้นายจ้าง
โดยคุ้มครองลูกจ้างตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนสำนักงานประกันสังคม โทร 1506 หรือ www.sso.go.th
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนสำนักงานประกันสังคม โทร 1506 หรือ www.sso.go.th
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)































